หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
TPP อาวุธใหม่สหรัฐ

21 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 1267)

Trans Pacific Partnership (TPP) หรือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อ 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ เวียดนาม และสหรัฐอเมริกาเป็นโต้โผใหญ่ สามารถบรรลุความตกลง TPP ได้รอเพียงผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแต่ละประเทศ ก็จะสามารถเดินหน้าการค้าเสรีตามความตกลงได้ในทันที ที่ผ่านมาจึงมีภาคส่วนต่าง ๆ ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างหลากหลายทั้งในแง่ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สําหรับแง่ดีจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีประโยชน์ก็ต้องมีเสียประโยชน์ และวันนี้เองไทยยืนอยู่บนคําว่า "ยังไม่พร้อม" ในบางเรื่อง เช่น เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องการให้ความคุ้มครองข้อมูลสิทธิบัตรยา (Data Excusivity) การเข้าถึงยา ซึ่งมีความกังวลว่าคนไทยต้องซื้อยาในราคาแพงขึ้น ตลอดจนภาคบริการ ทั้งการเงิน ประกันภัย โทรคมนาคม
 
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่น่ากังวลว่าจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนอย่างเช่น กลุ่มสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหว เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะไทยมีเกษตรกรจํานวนมาก ขณะที่บางประเทศต้องการเข้าถึงตลาดไทยสําหรับสินค้าทั้งสองชนิด โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่าเป็นเจ้าตลาดที่สามารถผลิตสินค้าทั้งไก่และหมูได้ติดอันดับโลก และมีความพยายามที่จะส่งสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ มาตลอด รวมถึงไทยที่สหรัฐอยากผลักดันเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์เข้ามายังไทยอย่างหนัก เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา โดยสหรัฐใช้มาตรการทางการค้ามากดดันไทยอย่างหนัก แต่ครั้งนั้นความพยายามไม่เป็นผลเพราะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อคัดค้านการนําเข้าหมูสหรัฐด้วยความกังวลว่าหมูที่สามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างเสรีจะเข้ามาปะปนกับหมูไทย
 
อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังไม่ละความพยายามที่จะให้สินค้าปศุสัตว์ของตนเองเข้าไปผงาดในตลาดประเทศต่าง ๆ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรเลี้ยงหมู-เลี้ยงไก่ของเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่ได้รับผลกระทบจากการดัมพ์ตลาดจากเศษเหลือจากการบริโภค (by product) จากสหรัฐ อาทิ หนังหมู หัว เครื่องใน ขา และชิ้นส่วนน่องไก่ จนเกษตรกรไม่สามารถแข่งขันทางตลาดกับสินค้าราคาถูกของอเมริกาได้ เพราะส่วนใหญ่เกษตรกรท้องถิ่นนั้นต่างเป็นเกษตรกรรายย่อย จึงต้องล้มเลิกกิจการไปในที่สุด
 
ประสบการณ์ของไทยในครั้งนั้นเมื่อผนวกกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวทําให้ภาคปศุสัตว์ไทยและภาคเกษตรที่ต่อเนื่องมีความกังวลว่า TPP จะกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของสหรัฐในการสร้างการเติบโตให้กับการส่งออกสินค้าเกษตรของตนเอง
 
สําหรับเรื่องนี้ นางฉวีวรรณ คําพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลกําลังศึกษาข้อดีข้อเสียของความตกลง TPP เพื่อประเมินว่าไทยควรเข้าร่วมกลุ่ม TPP หรือไม่นั้น สมาคมต้องการให้รัฐบาลศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่และปศุสัตว์ไทยที่จะได้รับผลกระทบจากสหรัฐที่เป็นผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์รายใหญ่ของโลก ทั้งอุตสาหกรรมไก่เนื้อ และอุตสาหกรรมหมู
 
"เกษตรกรไทยมีความสามารถในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ได้อย่างเพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย ดังนั้น การที่สมาชิก TPP สามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ได้โดยเสรีจะทําให้มีสินค้านําเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยจนเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและเกิดความเสียหายต่อภาคปศุสัตว์ทั้งระบบ" นางฉวีวรรณ กล่าว
 
ด้านนายสมศักดิ์ ฤทธิ์จรุง นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันไทยมีภาษีนําเข้าคุ้มครองเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่อยู่ที่อัตราร้อยละ 30 หากไทยตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่ม TPP ในอนาคตเชื่อว่าสินค้า by product ราคาถูกจากสหรัฐจะเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยอย่างแน่นอน ขณะที่ไทยยังไม่มีมาตรการอื่นมารองรับ ซึ่งจะทําให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ของไทยตกต่ำ "การดัมพ์ตลาดของสินค้าเกษตรจากสหรัฐจะทําให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่และเกษตรกรในภาคปศุสัตว์ทั้งระบบต้องประสบกับภาวะขาดทุนและเป็นหนี้สิน เนื่องจากมีการลงทุนไปแล้วจนต้องเลิกกิจการไปเหมือนเกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เมื่อไม่มีเกษตรกรเลี้ยงไก่ก็จะขาดตลาดรองรับพืชผลทางการเกษตรที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างต่อเกษตรกรไทย" นายสมศักดิ์ กล่าว
 
มีข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าจากที่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคเกษตร อาทิ กรมปศุสัตว์ พบว่ามีข้อกังวลหากไทยจะเข้าร่วมกลุ่ม TPP เพราะเกษตรกรไทยจะได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างเสรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเทศสมาชิกต่างพยายามผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรของตนเองไปทําตลาดกับประเทศในกลุ่ม เช่น สหรัฐอเมริกาที่เป์นผู้นําด้านการผลิตทั้งหมูและไก่ ขณะที่สินค้าประเภทนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นเจ้าตลาดอยู่ก็มีความพยายามทําตลาดสินค้าในประเทศต่าง ๆ
 
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยยังพอมีเวลาอีก 1 - 2 ปี ที่จะรอดูความคืบหน้าของความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน หรือ ASEAN+6 (RCEP) และความชัดเจนของเงื่อนไขในกรอบข้อตกลง TPP ที่แท้จริง ดังนั้น ไทยควรใช้เวลานี้ในการศึกษาและตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม TPP หรือไม่อย่างรอบคอบที่สุด
 
 
 
ที่มา :  แนวหน้า

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์