หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เปิด 4 ยุทธศาสตร์เจาะอาเซียน ชู 'ไทยเทรดดอทคอม' อุ้ม SME

25 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 1443)

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกรอบระยะ 5 ปี (2559-2563) เพื่อส่งเสริมและผลักดันการค้าการส่งออกของประเทศ ได้วางกรอบ 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบไปด้วย
 
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ผู้ประกอบการ จะส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพเพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ ด้วยการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดในอาเซียนที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 นี้  โดยให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในการเข้าเป็นอาเซียนให้มากที่สุด
 
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการตลาด จะให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน การทำตลาดในอนาคตจะเน้นการเข้าไปเจาะตลาดอาเซียนเข้าไปเจาะกลุ่มเมืองในประเทศให้มากขึ้น เนื่องจากหลายเมืองมีการตลาดที่ขยายตัวและเป็นเมืองสำคัญที่น่าเข้าไปทำตลาดเพราะเศรษฐกิจในแต่ละเมืองมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ ในเอกสาร Market Focus ของกรมได้ให้รายละเอียดการรุกตลาดอาเซียนแบบเจาะลึกรายประเทศ (Deepening ASEAN) มีเป้าหมายตลาด CLMV เจาะธุรกิจบริการ/ฐานการผลิต ตลาด ASEAN 4 มุ่งอาหารฮาลาล/Ready to eat ตลาดสิงคโปร์ Organics/Green/ดีไซน์/นวัตกรรม การเจาะรายเมือง มุ่งเมืองรอง (City Focus) อาทิ เสียมราฐ/พระสีหนุ/เกาะกง, หลวงพระบาง/จำปาสัก/สะหวันนะเขต, มัณฑะเลย์/เมียวดี/มะริด, ไฮฟอง/ เกิ่นเทอ, ดาเวา/เซบู, สลังงอ ส่วนเมืองรองนอกอาเซียนได้แก่ เมืองจัณฑิการ์/ กูวาฮาตี/สุรัต/บังคาลอร์/โคชิ ปูเน่ ในอินเดีย กับเมืองฉงชิ่ง/ตงก่วน/หนิงเซียะ/ฝูโจว/หนานจิง/อูรูมูฉี/กุ้ยหลิน ในจีน
 
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การทำตลาดจะเน้นกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้น หรือเน้นกลุ่มเป้าหมาย/เพศให้มีความชัดเจน เพื่อที่จะนำสินค้าเข้าไปทำตลาดได้ง่ายและตรงกลุ่มของลูกค้าสำหรับกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ เพศ สถาบันต่าง ๆ หรือกลุ่มธุรกิจ โดยการมองกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนก็เนื่องจากแต่ละกลุ่มจะมีรายได้ ความต้องการที่ต่างกัน และยังเป็นประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะเข้าตลาดขายสินค้าได้เร็วขึ้น
 
"การเข้าไปในตลาดเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกลุ่มแล้ว ตัวสินค้าก็เป็นอีกปัจจัยในการเข้าไปทำตลาด โดยกรมให้ความสำคัญใน 6 กลุ่มบริการ ได้แก่ กลุ่มสปา โรงพยาบาล ภาพยนตร์ เพลง การบริหารจัดการ การศึกษา โลจิสติกส์ และบริการด้านวิชาชีพ" นางมาลีกล่าว และ
 
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ช่องทางการทำตลาด กรมได้จำแนกช่องทางการทำตลาดไว้ 2 ช่องทาง คือ ช่องทางการทำตลาดปกติ อาทิ การส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ การจัดคณะภาคเอกชนเจรจาการค้า และกิจกรรมอื่น ๆ จะเน้นในตัวสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างมูลค่าให้มากขึ้น กับช่องทางการค้าดิจิทัล ผ่าน "ไทยเทรดดอทคอม (Thaitrade.com)" จะประชาสัมพันธ์ด้านการซื้อขายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อให้เป็นช่องทางการค้าให้กับ SMEs มีโอกาสเข้าสู่ตลาดให้มากขึ้น โดยมูลค่าการค้าผ่านการซื้อขาย Thaitraed.com (เปิดให้บริการปี 2554) ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 4,000 ล้านบาท สินค้าที่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์มากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง, สินค้าเพื่อสุขภาพ, สินค้าเกษตร, สินค้าแฟชั่น, สินค้าของขวัญของแต่งบ้าน โดยผู้ซื้อปัจจุบันมีประมาณ 90,000 ราย กรมตั้งเป้าให้มีผู้ซื้อขายผ่าน Thaitraed.com ให้ได้ 150,000 - 200,000 ราย ภายในปี 2559
 
ส่วนสมาชิกที่ผู้ประกอบการคนไทยปัจจุบันมีอยู่ที่ 10,000 ราย ใน ปี 2559 ตั้งเป้าให้มีผู้ประกอบการ 18,000 ราย "เรากำลังพัฒนาการค้าออนไลน์ โดยให้มีคำสั่งซื้อสินค้าในล็อตเล็ก ๆ ด้วย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างหารือและพัฒนาร่วมกับธนาคารกรุงเทพ ขณะที่การส่งเสริมเอสเอ็มอี โปรแอคทีฟ ก็ยังเดินหน้าอยู่"
 
ด้านนายกลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทางหอการค้าได้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นที่นำเข้าไปหารือกับที่ประชุม ซึ่งเป็นกรอบแผนงานทั้งในระยะสั้น-กลาง-ยาว เพื่อส่งเสริมการส่งออกของไทยให้มีการขยายตัว ทั้งนี้ กรอบแผนงานระยะสั้น 1 - 3 ปี จะส่งเสริมกลุ่มคลัสเตอร์ 12 กลุ่ม เพื่อผลักดันการค้าให้มากขึ้น แก้ไขปัญหา อุปสรรค ทั้งเรื่องของต้นทุน ค่าแรง เพื่อให้ผู้ประกอบการ-ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้
 
การเพิ่มการใช้สิทธิภาษี หรือใช้สิทธิพิเศษในเรื่องของข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังใช้สิทธิน้อยมาก กรอบแผนงานระยะกลาง 3 - 5 ปี จะเป็นแผนงานที่เริ่มต้นในทันทีเพื่อให้เห็นผลภายใน 5 ปี โดยเป็นการขยายการค้าด้านการบริการ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ดีไซน์สินค้าให้มีมูลค่า ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ รวมทั้งการจัดคณะภาคเอกชนเจรจาการค้าและออกแสดงสินค้าในต่างประเทศ และการสนับสนุนผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซกรอบแผนงานระยะ 5 ปีขึ้นไป จะเร่งส่งเสริมสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ศึกษางานวิจัยเพื่อผลักดันสินค้าให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ การสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมทั้งการปรับโครงสร้างการส่งออก โดยพัฒนาสินค้าใหม่ทดแทนสินค้าเดิม
 
 
 
ที่มา :  ประชาชาติธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์