หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
กางภาษีควรรู้ ก่อนทำงานต่างประเทศ

1 ธันวาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 4899)

ยิ่งใกล้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี อย่างเต็มรูปแบบ ประเด็นที่กล่าวถึงกันมากในการเตรียมความพร้อมคือ เรื่องแรงงาน เนื่องจากเออีซีเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่ม 8 อาชีพ ได้แก่
1. วิศวกร
2. ช่างสำรวจ
3. สถาปนิก
4. แพทย์
5. ทันตแพทย์
6. พยาบาล
7. บัญชี และ
8. ผู้ให้การบริการ/การท่องเที่ยว
 
นการเตรียมความพร้อมเน้นไปถึงคุณภาพของบุคลากร ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญเป็น ลำดับต้น ๆ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพผลิตบุคลากรในสายวิชาชีพทั้ง 8 กลุ่ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น การเปิดเสรีจะทำให้ผู้จบการศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 8 มีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้น การเตรียมความพร้อมจึงมุ่งไปที่การพัฒนาระดับการศึกษารวมถึงเน้นเรื่องความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษที่ไทยอาจจะยังด้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้
 
นด้านวิชาชีพที่เปิดเสรี โดยข้อเท็จจริงอาจไม่ง่ายที่จะเคลื่อนย้ายอย่างเสรีเสียทีเดียว เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่มีองค์กรกำกับดูแล บุคคลที่จะทำอาชีพเหล่านี้ต้องมีคุณสมบัติตามที่แต่ละวิชาชีพกำหนดแน่นอนว่าแต่ละประเทศมีมาตรฐานและองค์กรกำกับดูแลของตนเอง หากแต่ละประเทศมีข้อกำหนดที่เข้มงวดและแตกต่างกันมากก็จะไม่ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีตามวัตถุประสงค์ของการเป็นเออีซี
 
ด้วยเหตุนี้ จากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่อินโดนีเซียจึงได้มีการกำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพหรือแรงงานเชี่ยวชาญของอาเซียนได้อย่างเสรี ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพใน 8 วิชาชีพ และต้องการจะประกอบอาชีพในประเทศสมาชิกอื่นจึงต้องศึกษากฎเกณฑ์ในสาขาวิชาชีพดังกล่าวว่าท่านมีคุณสมบัติตามนั้นหรือไม่ รวมถึงข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ในการขอใบอนุญาตทำงานในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้สามารถเข้าไปทำงานได้อย่างสะดวกและถูกต้อง
 
ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีมีข้อแนะนำสำหรับบุคคลที่ต้องการไปทำงานในประเทศสมาชิกหรือสำหรับกิจการที่ต้องส่งพนักงานของตนไปทำงานในต่างประเทศ
 
เรื่องแรกที่จะกล่าวถึงคือ ภาระภาษีบุคคลธรรมดาในประเทศที่เข้าไปทำงาน คงไม่ใช่แค่รู้ว่ามีอัตราภาษีเท่าไร แต่ต้องศึกษาถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาของประเทศที่เข้าไปทำงาน หลักใหญ่ ๆ คือ จะต้องรู้ว่าประเทศที่เข้าไปทำงานกำหนดการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาจากฐานเงินได้ของบุคคลดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั่วโลก (Worldwide Basis) หรือเฉพาะฐานเงินได้ที่เกิดในประเทศผู้จัดเก็บภาษีเท่านั้น (Territorial Basis) เช่น สิงคโปร์ จัดเก็บภาษีจากแหล่งเงินได้ในสิงคโปร์เท่านั้น คือถ้าคนไทยไปทำงานที่สิงคโปร์มีเงินได้จากการทำงานในสิงคโปร์ก็ต้องเสียภาษีสิงคโปร์ตามเงินได้นั้น โดยไม่รวมเงินได้อื่น ๆ ที่อาจมีในไทยที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานในสิงคโปร์
 
ขณะที่เวียดนามเก็บภาษีของผู้มีถิ่นที่อยู่ในเวียดนาม (Resident) ตามฐานเงินได้ทั่วโลก หากคนไทยไปทำงานที่เวียดนามและกลายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในเวียดนามตามกฎหมายเวียดนามจะมีผลให้คนไทยต้องนำรายได้จากแหล่งนอกเวียดนามมาเสียภาษีในเวียดนามด้วย แม้ว่ารายได้นอกเวียดนามจะไม่เกี่ยวกับการทำงานในเวียดนามเลยก็ตาม
 
เรื่องที่สองคือ ภาระภาษี ในไทยในระหว่างไปทำงานในต่างประเทศ ประเทศไทยเก็บภาษีบุคคลธรรมดาจากแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเงินได้จากแหล่งนอกประเทศไทยจะเสียภาษีไทยก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนำเงินได้ที่ได้จากแหล่งนอกประเทศไทยของปีนั้นเข้ามาในประเทศไทย ในปีเดียวกัน บุคคลธรรมดาจะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เมื่อบุคคลนั้นได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ในปีปฏิทินที่เกี่ยวข้อง
 
จากตัวอย่างเดิม หากบุคคลทำงานในสิงคโปร์ โดยปีนั้นไม่ได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน จะนำเงินได้จากสิงคโปร์เข้ามาหรือไม่ก็ไม่เสียภาษีไทย แต่ถ้าได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ในปีภาษีนั้นและนำเงินได้ที่ได้รับจากสิงคโปร์ในปีเดียวกันนั้นเข้ามาก็จะต้องเสียภาษีไทย กรณีนี้มักจะเกิดจากที่บุคคลทำงานในต่างประเทศระยะสั้น ๆ หรือไม่ก็มีหน้าที่การงานในสองประเทศ ดังนั้น หากต้องการได้รับการยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้นอกประเทศจะต้องจัดลำดับการนำเงินได้ดังกล่าวเข้าประเทศไทยอย่างเหมาะสมเพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน
 
เรื่องที่สาม นโยบายภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่กิจการที่ส่งพนักงานไปต่างประเทศควรพิจารณาว่าจะรับผิดชอบภาระภาษีที่พนักงานอาจต้องจ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเพราะอัตราภาษีที่สูงกว่าอัตราภาษีไทย หรือเพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าเช่าบ้านที่นายจ้างออกให้แต่ต้องเสียภาษี ซึ่งภาษีที่เสียจะไปหักเงินเดือนทำให้ได้รับเงินสุทธิน้อยลง เป็นต้น ในบางกิจการจึงมีนโยบายภาษีที่ช่วยแบ่งเบาภาระพนักงานเพื่อจูงใจให้พนักงานไปทำงานต่างประเทศ
 
เรื่องสุดท้ายคือประกันสังคม ในประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทั้งหมดมีระบบประกันสังคมที่นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายสมทบ ขณะที่บางประเทศจะกำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดการโดยรัฐ ซึ่งเป็นกองทุนภาคบังคับต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยที่เป็นเรื่องของความสมัครใจของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เช่น บรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เป็นภาคบังคับของรัฐที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายสมทบ โดยมีรัฐเป็นผู้จัดการกองทุน
 
ดังนั้น จึงต้องศึกษาว่าพนักงานที่ไปทำงานในประเทศนั้น ๆ จะต้องจ่ายประกันสังคม หรือกองทุนภาคบังคับอื่นหรือไม่เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง
 
ในส่วนประกันสังคมไทยหากไปทำงานต่างประเทศและไม่ได้รับเงินได้ในไทยแล้ว กิจการไม่มีหน้าที่ต้องหักจากพนักงานและจ่ายสมทบเข้ากองทุน ซึ่งจะทำให้พนักงานขาดจากกองทุนประกันสังคมและอาจมีผลต่อการนับระยะเวลาในการจ่ายสมทบในกรณีจะใช้สิทธิในอนาคต ดังนั้น จึงควรให้พนักงานนำส่งประกันสังคมด้วยตนเองต่อไปเพื่อนับอายุการจ่ายอย่างต่อเนื่อง หรือหากยังมีหน้าที่การงานบางส่วนในไทยอาจมีการคงเงินเดือนบางส่วนจ่ายในไทย และคงประกันสังคมไว้ต่อไป แต่เงินได้ในส่วนนี้จะต้องเสียภาษีไทย
 
 
 
เบญจมาศ กุลกัตติมาส
กรรมการบริหารเคพีเอ็มจี ประเทศไทย
โพสต์ทูเดย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์