หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
“คลินิกแก้หนี้”

11 กรกฎาคม 2017 (จำนวนคนอ่าน 269)

"หนี้สิน” ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นจุดหมายของแทบทุกมาตรการของรัฐบาล ในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปลดเปลื้องภาระให้กับพี่น้องประชาชนหลากหลายกลุ่ม ที่ต้องแบกรับมานาน จนทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันได้เท่าที่ควร
 
ปัจจุบัน "หนี้ครัวเรือน” ของประเทศไทย แม้ว่าจะลดลงมาอย่างต่อเนื่อง 5 ไตรมาส ติดต่อกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังต้องลดลงให้ได้อีก โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2560 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนปรับลดลง จากร้อยละ 79.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 78.6 ของรายได้รวมของประเทศ ในไตรมาสก่อน
 
ทั้งนี้ จากการสำรวจหนี้ครัวเรือนและประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่า.
(1) คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยคนอายุ 30 ปี กว่าครึ่ง มีภาระหนี้สินแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิต
(2) คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น โดยเทียบกับปี 2552 คนไทยที่มีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ20 แต่ในปี 2559 สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 รวมถึงมูลค่าของยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
(3) คนไทยแบกหนี้มานาน เห็นได้จากพี่น้องประชาชนที่เข้าใกล้วัยเกษียณ แม้มีรายได้มากขึ้น เริ่มมีรายจ่ายฟุ่มเฟือยน้อยลง ไม่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่เห็นได้ว่าปริมาณหนี้ไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเท่าไหร่
 
ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ ถือเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของประเทศของประชาชน ที่ต้องเร่งขจัดปัดเป่าโดยเร็ว และถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามเดินหน้าแก้ไขมาโดยตลอด ให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนิน การแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ อาทิ
 
กลุ่มแรก คือเกษตรกร ได้มีการรับขึ้นทะเบียนข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะหนี้ที่นำที่ดินไปประกันหนี้ และเกิดปัญหาความเดือดร้อน แยกเป็นหนี้ ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีเกษตรกรมายื่นคำร้อง กว่า 1 แสนราย มูลหนี้ราว 17,000 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่มีหนี้ในระบบฯ รัฐบาลก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางให้การช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ เป็นต้น ผลจากการทยอยไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยปลดเปลื้องหนี้สินได้แล้ว ราว 3 พันราย มูลหนี้เกือบ 400 ล้านบาท
 
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มีการเพิ่มช่องทางการให้สินเชื่อหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างครบวงจร ในด้าน "เจ้าหนี้” ก็มีการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ได้กวดขันด้วย อย่าให้มีโดยเด็ดขาด
 
รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหนี้มาร่วมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ เข้ามาขออนุญาตดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง นอกจากนี้ มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา สำหรับลูกหนี้ ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อให้เกิดมูลค่าหนี้ที่เป็นธรรม และให้ธนาคารของรัฐ พิจารณาสินเชื่อ เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย
 
ขณะเดียวกันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่น ของชุมชน หรือ "ระดับฐานราก” ของสังคมไทย โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสมาชิกในชุมชน ผ่านองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พยายามเพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน
 
ที่สำคัญ ได้มีการสร้างกลไกในการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีศักยภาพในการหารายได้และสามารถชำระหนี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความรู้ในการจัดทำ "บัญชีครัวเรือน” อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน เป็น "ภูมิคุ้มกัน” การเป็นหนี้ ตาม "ศาสตร์พระราชา” อีกด้วย
 
กลุ่มสุดท้าย คือผู้ที่มีรายได้ประจำ แต่ยังมีภาระหนี้ล้นพ้นตัว ก็สามารถเข้าร่วมในโครงการ "คลินิกแก้หนี้” ที่มีการเปิดให้บริการแล้วในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ และช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสม สร้างวินัยทางการเงิน ไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ได้อีก
 
โดยสรุปแล้ว รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะหามาตรการ ทั้งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปเสมอ เพื่อให้เกิดการขจัดปัญหาได้อย่างจริงจังในระยะยาว โดยทั้งนี้ต้องอาศัยการตระหนักรู้ และปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าหากคนไข้เชื่อฟังหมอ กินยาตามกำหนด มีวินัยปฏิบัติตามคำแนะนำ และรู้วิธีป้องกันตนเองแล้ว ไม่เพียงจะหายป่วย แต่ร่างกายและจิตใจก็จะแข็งแรง มีแรง มีพลัง ต่อสู้ชีวิตได้อีก นี่คือ ปรัชญาที่เรียบง่าย จากการประยุกต์ "ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9
 
ซึ่งรัฐบาลเน้นการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน สร้างโอกาส สร้างตลาด รวมไปถึงการให้ความรู้ ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้กลับไปมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซ้ำเติมหนี้เดิม หรือก่อหนี้ใหม่ เพื่อจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวให้ได้ในระยะยาว เพื่อจะลดภาระของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันอีกด้วย
 
ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมามากมายแต่ปัญหาขอเราคือว่า ทุกคนยังไม่สามารถจะเข้ามาอยู่ในระบบเหล่านั้นได้ ก็ต้องไปหาช่องทางว่าจะทำกันอย่างไร อย่างน้อยก็เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน มิฉะนั้นแล้ว การที่รัฐบาลไม่ว่าจะออกมาตรการใดก็ตาม ไม่สามารถที่จะรองรับ หรือร่วมมือในมาตรการต่าง ๆ เหล่านั้นของรัฐได้
 
 
 
ข้อมูล ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 7 กรกฎาคม 2560

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์