ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน
เว็บไซต์ภาษาไทย เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ
บทความพิเศษ
Thailand 4.0 มุ่งให้เกษตรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

14 กรกฎาคม 2017 (จำนวนคนอ่าน 161)

Thailand 4.0 เป็นโมเดลเศรษฐกิจที่จะนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางกับดักความเหลื่อมล้ำและกับดักความไม่สมดุล พร้อม ๆ กับเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้วางไว้ ซึ่งเป็น "สังคมที่เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยสิ่งที่คนไทยจะได้รับจาก Thailand 4.0 จะมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เช่น
 
• เป็นเกษตรกร 4.0 ที่หลุดพ้นจากกับดักความยากจน เป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farmers) มีการบริหารจัดการที่ดี มีต้นทุนการผลิตต่ำ และสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรจากการแปรรูป
• ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมได้กำหนดแนวทางการพัฒนาตาม Thailand 4.0 คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ โดยกำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อการพัฒนา ดังนี้
 
1. การต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม (First S-Curves) ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ(Biotechnology) และอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต( Future Food)
2. การสร้าง 5 อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curves) ประกอบด้วย อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมดิจิทัล สำหรับพื้นที่เพื่อรองรับกับการพัฒนาใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้กำหนดพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อดึงดูดและชักจูงให้เกิดการลงทุน
 
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในส่วนของการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทาง Thailand 4.0 ก็ได้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรด้วยเช่นกัน โดยได้มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร คือ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอดและพัฒนาในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
 
ซึ่งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าว และข้าวโพด มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงจากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของผลิตผลการเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากภาคเกษตรกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตร อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อาหารและการที่รัฐบาลให้การส่งเสริมการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น เป็นการต่อยอดในการพัฒนาจาก Eastern Sea Board เดิมที่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว
 
โดยในพื้นที่ EEC จะเป็นแหล่งริเริ่มโมเดลการสะสมทุนความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ลูกหลานคนไทย สามารถเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน และจะเป็นต้นแบบสำหรับขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆของประเทศไทย และในแผนการพัฒนา EEC รวมแผนจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประชาชน และพัฒนาพื้นที่ตามศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ให้ได้รับประโยชน์มากขึ้น
 
นอกจากนี้ยังทำเรื่องการพัฒนาคน ด้วยวิธีการใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของตลาดใหม่คืออุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม ซึ่งมีค่าจ้างที่สูงกว่าสาขาอาชีพอื่น โดยเริ่มจาก การเตรียมคนตั้งแต่ระดับอนุบาล /ประถม อาชีวะ มหาวิทยาลัย นำไปสู่การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างแท้จริง
 
นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงงบประมาณด้านการเกษตรในปี 2560 และปี 2561 แล้วจะพบว่าในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบประมาณจำนวน 94,417 ล้านบาท ในปี 2561 ได้รับงบประมาณในเบื้องต้นจำนวน 102,559 ล้านบาท
 
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก และในอนาคตก็ยังยังให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรด้วยเช่นกัน เพื่อเป็น "สังคมที่เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
 
(นางสาวนิสากร จึงเจริญผธรรม โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงประเด็นข้อวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมมุ่งเน้น Thailand 4.0 จนทอดทิ้งภาคเกษตรกรรม)
 
ที่มา www.thaigov.go.th




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02-618-2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02-618-2372 E-mail:  aseanthai.th@hotmail.com



จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์